Showing posts with label การพัฒนาชาวเขาในประเทศไทย. Show all posts
Showing posts with label การพัฒนาชาวเขาในประเทศไทย. Show all posts

Sunday, August 16, 2009

40 ปีการพัฒนาชาวเขา(3)

|0 ความคิดเห็น



        ในปี พ.ศ. 2502 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขาขึ้นในประเทศไทย และได้มีการกำหนดว่า ชาวเขา หมายถึง กลุ่มชนเผ่า แม้ว เย้า มูเซอ ลีซอ กะเหรี่ยง ละว้า ถิ่น และขมุ ที่อพยพจากประเทศลาวเข้ามาสู่ประเทศไทยก่อน พ.ศ. 2518 หรืออพยพจากประเทศพม่าเข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อน พ.ศ. 2519 โดยผู้อพยพมาหลังปีดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้ถือว่าคนเหล่านั้นไม่ว่าเป็นกลุ่มหรือเป็นบุคคล เป็นผู้หลบหนี้เข้าประเทศ หรือผู้เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องผลักดัน หรือถูกจับกุมลงโทษ ประกาศดังกล่าวได้แสดงให้เห็นนโยบายของทางราชการซึ่งถือว่าชนเขาที่อพยพเข้ามาภายในข้อกำหนดดังกล่าวเป็นประชากรที่รัฐบาลต้องการพัฒนาให้มีคุณภาพ และให้สัญชาติไทยแก่พวกเขา การตั้งถิ่นฐานของชาวเขาในประเทศไทย

         เริ่มการอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ประเทศไทยนั้นชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ได้เริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดนประเทศก่อน และค่อย ๆ กระจายตัวไปตามเทือกเขาและที่ราบลุ่มในหุบเขาต่าง ๆ ในภาคเหนือ และภาคตะวันตกโดยเลือกตั้งถิ่นฐานตามวัฒนธรรมและความเคยชิน เช่น พวกกะเหรี่ยงมักจะเลือกตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่ในบริเวณที่ราบลุ่ม ขณะที่พวกแม้ว, มูเซอ มักจะตั้งบ้านเรือนบริเวณสันเขาสูง โดยทั่วไปจะไม่มีการแบ่งถิ่นเป็นเขตแคว้นที่แน่นอนในการตั้งถิ่นฐานของแต่ละเผ่า แต่อาจจะสรุปได้ว่า แต่ละเผ่ามีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้


  • เผ่าแม้ว ตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในเขตจังหวัดน่าน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน แพร่ กำแพงเพชร พิษณุโลก และนครสวรรค์
  • เผ่าเย้าตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในเขตจังหวัดพะเยา เชียงราย น่าน ลำปาง เชียงใหม่ และกำแพงเพชร 
  •  เผ่าลีซอ มูเซอ และอีก้อ ตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในจังเชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน สำหรับมูเซอมีการตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร อีกจังหวัดหนึ่งด้วย 
  • เผ่ากะเหรี่ยง ตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในเขตจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลำพูน แพร่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

    
         เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ทำกินที่ลดน้อยลงในปัจจุบันและปัญหาเกี่ยวกับป่าสงวนแห่งชาติ การเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณอื่น ๆ จึงมีมากขึ้น เช่น การตั้งถิ่นฐานของหมู่บ้านแม้วและเย้า ในเขตจังหวัดสุโขทัย เป็นต้น เมื่อกล่าวถึง“ชาวเขา”หรือ “ชาวไทยภูเขา” แล้ว โดยทั่วไปเรามักจะนึก ถึง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมประเพณี สีสันของการแต่งกายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนเผ่า ชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายบนเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ห่างไกลเส้นทางการคมนาคม ปัญหาทางด้านความมั่นคง ปัญหายาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า และความเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการที่ได้สัมผัสจากประสบการณ์ การรับข้อมูลข่าวสาร และมิติมุมมองที่แตกต่างกันออกไป“ชาวเขา”ความหลากหลายบนพื้นที่สูง

          ความหมายของ คำว่า “ชาวเขา” กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ ได้ นิยาม “ชาวเขา” ว่า หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์หรือชนเผ่าหลัก 10 เผ่า คือ กะเหรี่ยง (สกอว์ โปว์ ตองสู้ ฯลฯ) แม้ว (ม้ง) มูเซอ (ลาหู่) เย้า (เมี่ยน) อีก้อ (อาข่า) ถิ่น ลีซอ (ลีซู) ลัวะ (ละว้า) ขมุ และ ตองเหลือง (มลาบรี) ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านภาษา ศาสนา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งแตกต่างจากคนไทยโดยส่วนใหญ่ จากข้อมูลทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 20 จังหวัด ในประเทศไทย ปีพ.ศ. 2540 พบว่ามีชาวเขาอาศัยตั้งถิ่นฐานทำกินกระจายตัวอยู่บนพื้นที่สูงของ 20 จังหวัด ทางตอนเหนือและด้านทิศตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ในพื้นที่ 4,192 กลุ่มบ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 873,713 คน “ชาวเขา” จึงนับเป็นความหลากหลายและความแตกต่างของชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่บนพื้นที่สูงห่างไกลและทุรกันดาร

40 ปีการพัฒนาชาวเขา(6)

|0 ความคิดเห็น
กำเนิดองค์กร “กองสงเคราะห์ชาวเขา” ปีพ.ศ. 2505 ซึ่งนับยี่สิบสองปีให้หลังที่กรมประชาสงเคราะห์ได้รับการสถาปนา (ปีพ.ศ. 2483) รัฐบาลจึงได้จัดตั้ง กองสงเคราะห์ชาวเขา ขึ้น ตามนัยพระราชกฤษฎีกาการแบ่งส่วนราชการกรมประชาสงเคราะห์ พ.ศ.2505 ณ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2505 โดยแยกการบริหารงานสงเคราะห์ชาวเขา ออกจากกองนิคมสร้างตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นแหล่งกลางการประสานงาน และเป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา และเพื่อที่จะให้การสงเคราะห์ชาวเขาได้ผลดีตามความมุ่งหมาย โดยมี นายประสิทธิ์ ดิศวัฒน์ รับตำแหน่งหัวหน้ากองสงเคราะห์ชาวเขา เป็นท่านแรก
แม้ว่าโครงการนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา จะยังผลให้ชาวเขามีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ถือว่าได้รับความสำเร็จน้อยกว่าที่คาดหวังไว้ เพราะชาวเขาไม่ยอมละทิ้งถิ่นที่อยู่เดิมซึ่งเคยอยู่อย่างอิสระเข้าไปอยู่ในนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาได้ โดยง่าย ทั้งยังไม่ต้องการอยู่รวมกันหลายๆ เผ่า เนื่องจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา จึงได้มีมติให้จัดตั้ง ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา ขึ้น ในปี พ.ศ. 2506 ที่ จังหวัดตาก และ ในปีพ.ศ. 2507 ที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอำนวยการจัดส่งให้ หน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเคลื่อนที่ ออกปฏิบัติงานตามหมู่บ้านชาวเขา และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการทดลองและส่งเสริมการเกษตรบนภูเขา การคมนาคมบนเขา การจำหน่ายผลิตผลของชาวเขา พร้อมทั้งเป็นสำนักงานกลางของคณะกรรมการชาวเขาส่วนจังหวัด เป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมการชาวเขาส่วนจังหวัดและเป็นแหล่งกลางในการประสานงานพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาในพื้นที่รับผิดชอบด้วย
หลังการจัดตั้งกองสงเคราะห์ชาวเขา ในปีพ.ศ. 2508 กรมประชาสงเคราะห์ก็ได้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยชาวเขา ขึ้น ในบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ปัจจุบันคือสถาบันวิจัยชาวเขา) เพื่อทำการ ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับชาวเขาเผ่าต่างๆ แล้วนำผลมาใช้ในการวางนโยบาย แผนงาน โครงการ และการดำเนินงานพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา ให้ได้ผลดียิ่งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมประชาสงเคราะห์ได้นำ ผลการวิจัยมาใช้เพื่อการพัฒนา ดังปรากฏผลทางนโยบายในหลายๆ เรื่องและขยายผลในทางปฏิบัติในเวลาต่อมา เช่น การประกาศใช้นโยบายรวมพวก (Policy of Integration) ในปีพ.ศ. 2519 และให้ใช้การพัฒนาแบบเขตพื้นที่โดยระบบสมบูรณ์แบบ (Zonal Integrated Development) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาที่เน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแนวลาดชันในพื้นที่ลุ่มน้ำ (Watershed Area) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและหยุดยั้งการทำไร่เลื่อนลอย เปลี่ยนมาเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบถาวรให้ชาวเขาตั้งถิ่นฐานถาวรเป็นหลักแหล่ง เป็นต้น
การจัดส่งหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเคลื่อนที่ ซึ่งประกอบด้วย พนักงานประชาสงเคราะห์ เป็นหัวหน้าหน่วยฯ มีพนักงานเกษตรและพนักงานอนามัยเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยฯ ในบางหน่วยฯ อาจจะมีครูสอนชาวเขาและล่ามชาวเขาด้วย ออกปฏิบัติงานตามหมู่บ้านชาวเขา ในระยะแรกๆ นั้น ได้ปฏิบัติงานเน้นหนักไปใน ด้านการสร้างความสัมพันธ์ สำรวจข้อมูลจุดที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขา ให้การรักษาพยาบาล และให้คำแนะนำในด้านการเกษตร ตลอดทั้งพิจารณาเลือกหมู่บ้านชาวเขาที่จะตั้งเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง ซึ่งในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวเขานั้น คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขาเห็นว่ามีความสำคัญมาก จึงได้มีมติให้จัดตั้ง โครงการชาวเขาสัมพันธ์ ขึ้น เพื่อโน้มน้าวให้ชาวเขามีความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง เคารพในองค์พระมหากษัตริย์ มีความรักและหวงแหนแผ่นดิน เป็นกำลังสำคัญในการรักษาความปลอดภัยทางชายแดน ซึ่งในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวนี้ กรมประชาสงเคราะห์ โดยกองสงเคราะห์ชาวเขา ได้ขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเอเชีย เพื่อจัดตั้งโครงการพระธรรมจาริก ขึ้น ร่วมกับคณะสงฆ์ ในปีพ.ศ. 2508 เพื่อส่งพระสงฆ์คณะหนึ่งเรียกว่า “คณะพระธรรมจาริก”ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขา พร้อมทั้งจัดตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นตามหมู่บ้านชาวเขาที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต่อมาในปีพ.ศ. 2513 จึงได้จัดตั้งมูลนิธิเผยแพร่พุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดารในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

40 ปีการพัฒนาชาวเขา(5)

|0 ความคิดเห็น
การตั้งนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ซึ่งแต่เดิมองค์กรภายใต้กรมประชาสงเคราะห์ ที่รับผิดชอบงานพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา คือ กองนิคมสร้างตนเอง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2502 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้ง นิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ขึ้น ในแถบพื้นที่ที่มีชาวเขาอยู่อย่างหนาแน่น 4 แห่ง โดยในปี พ.ศ. 2503 กองนิคมสร้างตนเองได้ดำเนินการทดลองการสงเคราะห์ชาวเขาในรูปนิคมสร้างตนเอง ก่อน 2 แห่ง คือ ที่ ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดอยมูเซอ จังหวัดตาก และ ปี พ.ศ. 2505 ได้ดำเนินการเพิ่มอีก 2 แห่ง คือ ที่ ดอยภูลมโล เขตติดต่อจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย และที่ ดอยม่อนแสนใจ จังหวัดเชียงราย ซึ่งรวมเนื้อที่ทุกแห่งทั้งสิ้นประมาณ 400,000 ไร่ เพื่อรวบรวมชาวเขาที่อยู่กระจัดกระจาย ซึ่งยากแก่การที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปพัฒนาและสงเคราะห์ได้โดยทั่วถึงให้เข้ามาตั้งหลักแหล่งและประกอบอาชีพเป็นการถาวรในเขตนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา พร้อมทั้งให้การพัฒนาและสงเคราะห์ ทั้งทางด้านการส่งเสริมอาชีพการเกษตร และอุตสาหกรรมในครัวเรือน แทนการปลูกฝิ่น ด้านการศึกษา การอนามัย และด้านการสังคมสงเคราะห์ โดยให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้า ได้แก่ การแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่การครองชีพ เช่น เสื้อผ้า เครื่องกันหนาว และยารักษาโรค นอกจากนั้นยังได้จัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ ทำการรังวัดที่ดินสำหรับทำกินให้แก่ครอบครัวชาวเขา แล้วดำเนินการช่วยเหลือให้เข้าทำกินในที่ที่จัดสรรไว้ ให้ทำการปรับพื้นที่ จัดหาพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะสมออกแจกจ่าย และให้กู้ยืมเงินเพื่อการเพาะปลูกในระยะยาวด้วย
ในระหว่างการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาขึ้นนั้นกรมประชาสงเคราะห์ตระหนักถึงการวางแผนดำเนินงานในระยะต่อไป จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชาวเขา จึงได้ร่วมกับกรมตำรวจและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการสำรวจข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวเขาขึ้น ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2505 ผลจากการสำรวจพบว่ามีประชากรชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 500,000 คน ซึ่งมีชาวเขาอาศัยอยู่นอกพื้นที่นิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา อีกจำนวนมาก และทราบปัญหาชาวเขาต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขาได้นำไปปรับใช้ประโยชน์เป็นแนวทางการพัฒนาชาวเขา

40 ปีการพัฒนาชาวเขา(4)

|0 ความคิดเห็น
ก้าวแรกการพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เริ่มแรกของการพัฒนาชาวเขาโดยภาครัฐนั้น เป็นการมองเห็นปัญหาโดย หน่วยตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งออกไปปฏิบัติภารกิจ ในบริเวณที่ใกล้ชายแดนและท้องที่ห่างไกลคมนาคมและพบว่าประชาชนหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีสภาพความเป็นอยู่อย่างยากไร้ สุขภาพอนามัยไม่ดี ขาดการศึกษา พูดภาษาไทยไม่ได้ ปัญหาของพวกเขาช่วงนั้นถูกมองว่าเป็น ปัญหาด้านสวัสดิการ (Welfare Problem) รัฐบาลจึงมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการสงเคราะห์ประชาชนไกลคมนาคม” ขึ้น เมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2494 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และ ให้ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นหน่วยหลักในการแก้ไขปัญหาระดับสนาม โดยได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่ในด้านสิ่งบริโภค และอุปโภคที่จำเป็นสำหรับให้ความช่วยเหลือ ชาวเขา จาก กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งอธิบดีกรมฯ มีฐานะเป็นกรรมการ อยู่ในคณะกรรมการสงเคราะห์ประชาชนไกลคมนาคม
หลังจากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานระดับภาคสนามได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งไกลคมนาคมมากยิ่งขึ้น กระทรวงมหาดไทย (กระทรวงต้นสังกัดของกรมประสงเคราะห์ในขณะนั้น) ได้มองเห็นปัญหาชาวเขาอีกหลายประการ ที่เกิดจากวิถีชีวิตในด้านความเป็นอยู่และ การทำกินที่ส่งผลกระทบหรือล่อแหลมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อส่วนรวมได้ จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาปรับปรุงคณะกรรมการสงเคราะห์ประชาชนไกลคมนาคม และเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา” ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2502 ในสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คณะกรรมการชุดนี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกประภาส จารุเสถียร) เป็นประธานกรรมการ มีอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์เป็นกรรมการและผู้อำนวยการกองนิคมสร้างตนเอง เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งถือได้ว่าเป็น องค์กรระดับชาติองค์กรแรก ที่มีหน้าที่วางนโยบายชาวเขา
สำหรับปัญหาที่รัฐบาลมองเห็นว่าจะส่งผลกระทบกระเทือน ต่อส่วนรวมในขณะนั้น ได้แก่ การทำลายป่าไม้ต้นน้ำลำธาร อันเกิดจากการทำไร่แบบโค่นถางป่าและย้ายที่ ซึ่งเรียกว่าการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา การปลูกฝิ่นของชาวเขา ซึ่งถือว่าเป็นต้นตอของปัญหายาเสพติด และ ปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณชายแดนซึ่งมีการบ่อนทำลายชักจูงชาวเขาจากฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล อย่างไรก็ดีในขณะนั้นถึงแม้รัฐบาลได้มองเห็นปัญหาของชาวเขาแบบแยกแยะออกเป็นหลายประการ แต่ก็ยังไม่มีสภาพการณ์ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้แก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ กรมประชาสงเคราะห์ จึงได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชาวเขานับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2502 เป็นต้นมา

40 ปีการพัฒนาชาวเขา(2)

|0 ความคิดเห็น
การอพยพของชาวเขาเข้ามาสู่ประเทศไทย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี พบว่าชาวเขาบางเผ่าโดยเฉพาะเผ่าละว้า (ลัวะ) และกะเหรี่ยง ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานานมาแล้ว หากพิจารณาระยะเวลาการอพยพเข้ามาและทิศทางที่ใช้ในการอพยพแล้ว อาจแบ่งชาวเขาออกเป็น 2 สาขาใหญ่ ดังนี้
1. ชนชาติที่อพยพจากทิศได้ไปสู่ภูมิภาคทางเหนือเรียกว่า พวกตระกูลออสโตรนีเซียน (Austronesian Stock) ได้แก่ ชนชาติมอญ, เขมร ชนพวกนี้มีเชื้อสายเดียวกับพวก ละว้า, ขมุ, ข่าฮ่อ และข่าถิ่น ที่อาศัยในบริเวณหุบเขาเตี้ย ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย
2. ชนชาติที่อพยพจากทิศเหนือไปสู่ภูมิภาคได้ ได้แก่ชาวจีนธิเบต (Sino-Tibetan) ซึ่งได้อพยพลงใต้ตามเส้นทางลักษณะเดียวกับชนชาติไทย แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่า โดยเฉลี่ยประมาณ 3,500-5,000 ฟุต พวกจีนธิเบตนี้แยกสาขาออกได้เป็น 2 พวก คือ
ก. พวกธิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ได้แก่ เผ่าอีก้อ ลีซอ มูเซอ และกะเหรี่ยง เผ่ามูเซอได้แก่มูเซอดำ มูเซอแดง มูเซอซี และมูเซอเชเล เผ่ากะเหรี่ยงได้แก่ กะเหรี่ยงสะกอ กะเหรี่ยง บาเว และตองสู ซึ่งได้อพยพมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยในบริเวณจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และมีกระจัดกระจายในเขตจังหวัดเชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชรกาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่ชาวเขาเผ่าลีซอ มูเซอ และอีก้อ อพยพมาตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก
ข. พวกจีนเดิม (Main-Chinese) ได้แก่ แม้ว เย้า และจีนฮ่อ ซึ่งเมื่ออพยพเข้าสู่ประเทศไทยแล้วได้กระจัดกระจายไปตั้งถิ่นฐานในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือและภาคตะวันตก เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน เชียงราย และตาก จากการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับความเป็นมาของชาวเขาได้กล่าวเกี่ยวกับการอพยพของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศไทยว่า ชาวเขาทั้งหกเผ่า คือ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า มูเซอ อีก้อ และลีซอ ได้อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคกลางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่ง ขนบธรรมเนียมบางอย่างในชนพวกนี้ยังแสดงถึงการได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมของจีนอย่างเห็นได้ชัด เผ่าลีซอ อีก้อ และมูเซอ ใช้ภาษาที่แตกแขนงมาจากรากเดียวกัน คือ ยิ (Yi, Lolo) ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งในตะกูลภาษาธิเบต-พม่า โดยกล่าวว่า มูเซอ และอีก้อ ได้ทะยอยกันพอยพจากแคว้นยูนนานในจีนลงสู่ทางด้านตะวันออกของพม่า และภาคเหนือของลาว ในราวต้นคริสตศวรรษที่ยี่สิบนี้เอง ที่ทั้งสองเผ่าเริ่มค่อย ๆ เคลื่อนย้ายจากพม่าเข้ามาทางภาคเหนือของไทย มีน้อยมากที่มาจากลาว สำหรับอีก้อนั้น ไม่มีอพยพมาจากลาวเลย ส่วนเผ่าลีซออพยพจากจีนมาอยู่ทางตอนเหนือของพม่า และบางส่วนได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทย สำหรับแม้วและเย้าใช้ภาษาของตระกูลทางจีน-ธิเบต สองเผ่านี้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางประเทศลาว ส่วนกะเหรี่ยงยังไม่มีการศึกษาแน่ชัดว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่ไหน เพราะในดินแดนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หรือตะวันออกเฉียงใต้ของธิเบต ซึ่งคาดว่าเป็นถิ่นเดิมของกะเหรี่ยงนั้น ในปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีชนเผ่ากะเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนหรืออาศัยอยู่เลย ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงนับเป็นเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย